ริดสีดวงทวารเป็นโรคที่พบได้มากในปัจจุบัน มีบางรายงานพบว่ามากกว่า 50% ของประชากรทั่วไปเคยมีริดสีดวงทวารอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต
 
โรคดังกล่าวมีสาเหตุเกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก  โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่หลากหลาย ได้แก่ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดไม่ว่าจะติดกระดาษชำระ หรือมีเลือดแดงสดหยดตามอุจจาระออกมา  การมีก้อนยื่นที่ทวารหนัก เจ็บรูทวาร คันหรือระคายเคืองรอบปากรูทวาร เป็นต้น

สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงได้แก่

  1. อาการท้องผูก อุจจาระแข็ง เบ่งอุจจาระมาก นั่งห้องน้ำนาน การเล่นมือถือในห้องน้ำ
  2. การรับประทานอาหารกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย การถ่ายอุจจาระบ่อย หรือท้องเสียก็เป็นสาเหตได้เช่นกัน
เราสามารถแบ่งริดสีดวงได้เป็นริดสีดวงภายนอก-ที่เกิดขึ้นบริเวณปากทวารหนัก และริดสีดวงภายใน โดยริดสีดวงภายในสามารถแบ่งได้เป็น4 ระยะ
  • ระยะที่ 1 มีขนาดเล็ก ไม่มีก้อนยื่นออกจากรูทวาร มีเพียงเลือดสดออกในช่วงขับถ่าย
  • ระยะที่ 2 หัวริดสีดวงยื่นออกมา และสามารถกลับเข้าไปเองได้
  • ระยะที่ 3 หัวริดสีดวงยื่นออกมาที่รูทวารไม่สามารถกลับเข้าไปเองได้ ต้องใช้มือดันกลับเข้าไป
  • ระยะที่ 4 หัวริดสีดวงขนาดใหญ่มาก จนยื่นออกมาและไม่สามารถดันกลับได้

การรักษาริดสีดวงทวาร

ปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาริดสีดวงก็ได้พัฒนาไปอย่างมาก ล่าสุดได้มีการนำเทคโนโลยีคลื่นความถี่สูงหรือ RFA เข้ามาร่วมรักษา โดยการใช้เข็มขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตร จิ้มเข้าไปบริเวณริดสีดวง เพื่อจี้ทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยง ทำให้หัวริดสีดวงฝ่อและยุบไปในที่สุด โดยไม่มีแผลผ่าตัดใดๆ
 
จากการศึกษาพบว่าวิธีดังกล่าวมีข้อดีคือ ผู้ป่วยจะเจ็บน้อย ผลข้างเคียงน้อย ฟื้นตัวไวกว่าการผ่าตัดวิธีปกติอย่างชัดเจน และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าอีกด้วย
 
โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดด้วยวิธี RFA ไม่จำเป็นต้องทำการบล็อคหลังระหว่างการผ่าตัด เราสามารถทำการผ่าตัดโดยให้วิสัญญีแพทย์ฉีดยาให้หลับ ร่วมกับฉีดยาชารอบรูทวาร หรือฉีดยาชาที่หัวริดสีดวง ก็เพียงพอที่จะทำการผ่าตัดได้โดยที่ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บใดๆ  การรักษาดังกล่าวเหมาะสำหรับ ริดสีดวงระยะที่ 2-3 ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่กรณีที่ก้อนริดสีดวงมีขนาดใหญ่ หรือระยะที่ 4 อาจพบการกลับมาเป็นซ้ำได้มากขึ้น ซึ่งควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนการรักษานั่นเอง
 
โดยกรณีที่ผู้ป่วยสนใจการรักษาวิธีดังกล่าว แนะนำว่าควรมารับการปรึกษาจากแพทย์ก่อน เพื่อวินิจฉัย ประเมินแนวทางการรักษาว่าเหมาะสมกับวิธีดังกล่าวหรือไม่ เพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : แผนกศัยกรรม
โทร. 
02-408-0103

สอบถามเพิ่มเติม / นัดหมายแพทย์ (คลิก) 

 

เพิ่มเพื่อน